สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

เปลือยหมดเปลือก...ทำไมต้องเลือกตั้ง?! สัมภาษณ์ ‘สุทัศน์ บานเย็น’ นายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง

เปลือยหมดเปลือก...ทำไมต้องเลือกตั้ง?! สัมภาษณ์ ‘สุทัศน์ บานเย็น’ นายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง


“ผมจะเน้นสร้างคน ให้เป็นเครือข่ายในการพัฒนา 
แล้วมันจะส่งผลต่อในการสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจ และสร้างชุมชนไปได้พร้อมๆ กัน”

อยากให้ช่วยเล่าภาพชีวิตว่าผูกพันกับตำบลปิงโค้งอย่างไรบ้าง ? 

>พ่อผมเป็นคนจังหวัดลำปาง แม่เป็นคนบ้านแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนตัวของผมเอง จริงๆเกิดที่ลำปาง แต่พอพ่อและแม่แต่งงานกันแล้ว ก็ได้ย้ายครอบครัวจากลำปางมาอยู่ที่บ้านแม่นะ อ.เชียงดาว พอผมเกิดมาได้ประมาณ 5 - 6 เดือน พ่อเกิดประสบอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต แม่ก็เลยพาผมกับพี่สาวย้ายไปอยู่ที่บ้านออน ตำบลปิงโค้ง เนื่องจากตาของผมมีเพื่อนอยู่ที่บ้านออน จึงชักชวนและบอกให้แม่ย้ายไปอยู่ที่นั่น พอย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน แม่ก็แต่งงานใหม่กับคนที่นั่น พ่อคนปัจจุบันของผมมีเชื้อสายปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง หลังจากนั้น ผมก็มีน้องเพิ่มมาอีก 2 คน ถึงแม้ว่าตัวผมเองไม่ได้เกิดที่บ้านออน แต่ผมก็รู้สึกรักและผูกพันกับคนที่นั่น เพราะตัวผมเองอยู่ที่บ้านออนมาตั้งแต่อายุได้หนึ่งขวบ จนกระทั่งถึงตอนนี้ บางทีจะเรียกว่าเป็นคนบ้านออนโดยกำเนิดก็ว่าได้

ชีวิตวัยเด็กในหมู่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง? 

>ชีวิตในวัยเด็กของผม ถือว่าฐานะทางบ้านของผมค่อนข้างจะยากจน มีพี่น้องหลายคน ตัวผมเองเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านออน ส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านจะมีเชื้อสายกะเหรี่ยง มีคนพื้นเมืองเป็นส่วนน้อย คนส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำไร่ทำสวน ตอนที่ตัวผมเองเรียนจบชั้น ป.6 ยังมีความคิดว่าอยากจะเรียนต่อ แต่ด้วยฐานะทางบ้านค่อนข้างจะยากจนและพอดีพี่สาวของผมซึ่งห่างกันแค่ปีเดียว เขาเป็นคนเรียนดี ความประพฤติดี ครูก็มาคุยกับทางบ้านว่าอยากให้เขาเรียนต่อ เพราะไม่อยากให้โอกาส อีกอย่างถ้าหากเรียนพร้อมกันทั้งสองคน ก็เกรงพ่อแม่ลำบาก อีกทั้งผมยังมีน้องอีกสองคนให้ดูแล ผมจึงตัดสินใจว่าไม่เรียนต่อ ให้พี่สาวเรียนต่อก็พอ อีกอย่างผมก็เป็นลูกผู้ชายด้วย ต้องช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำสวน หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ผมก็ได้ทำงานอยู่ในหมู่บ้าน ได้คลุกคลีกับคนในชุมชนมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก ชีวิต ณ จุดนั้น มันทำให้ผมเองรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่เป็นอย่างมาก

แล้วทำไมถึงมาสนใจเรื่องการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่วัยหนุ่ม ? 

>เมื่อพูดถึงชีวิตในช่วงวัยรุ่น โดยส่วนตัวผมเอง จริงๆ แล้ว ผมมีทักษะและโดดเด่นในเรื่องของกีฬา จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนกลุ่มหนุ่มสาวของหมู่บ้าน ซึ่งการรับคัดเลือกตรงนั้น ได้ทำให้ผมมีทักษะการเป็นผู้นำตั้งแต่วัยเยาว์ ต่อมาอีกช่วงหนึ่งก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งถ้าจะพูดถึงเรื่องการเมืองการปกครองจริงๆ ก็น่าจะเริ่มมาจากการได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการหมู่บ้าน ส่วนเรื่องกีฬาเยาวชนประชาชนของตำบล ตัวผมเองมีส่วนร่วมในการเข้าร่วมการแข่งขันแทบจะทุกปี จึงได้มีโอกาสทำความรู้จักคุ้นเคยกับคนในตำบลหลายๆหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่บ้านออนบ้านเดียว นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจทำให้ผมอยากทำงานเพื่อหมู่บ้าน เพื่อชุมชน และเพื่อคนในตำบลปิงโค้งของเรา 

หมายความว่ามีมุมมองความคิดเรื่องจิตสาธารณะมาตั้งแต่วัยหนุ่ม?

>ครับ ในช่วงเวลานั้น ผมก็ได้ช่วยเหลืองานสาธารณะ กิจกรรมของทางหมู่บ้านชุมชนมาโดยตลอด จนกระทั่งอายุได้ 25 ปี ก็มีการแยกหมู่บ้าน เนื่องจากจำนวนของประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีการแยกออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 1 บ้านออน และหมู่ที่ 14 บ้านป่าตึงงาม
สมัยนั้นการบริหารจัดการในตำบลยังอยู่ในรูปแบบของ อบต.(องค์การบริหารส่วนตำบล) โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีตัวแทนเป็นสมาชิก อบต. บ้านละ 2 คน แต่เนื่องมาจากบ้านออนมีการเลือกตั้งซ่อม ผมเลยตัดสินใจลงสมัครเป็นสมาชิก อบต. แล้วตัวผมเองก็ได้รับคัดเลือกจากชาวบ้านให้เป็นสมาชิก อบต. เมื่อได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็นแล้ว เหลือระยะเวลาอีกประมาณ 7–8 เดือนก็จะครบวาระสมัย เมื่อครบวาระแล้วผมจึงลงสมัครต่ออีก 1 สมัย ผลปรากฏว่าผมก็ได้เข้ามาทำงานอีก 1 สมัย รวมผมได้เข้ามาทำงานเป็นสมาชิก อบต. ทั้งสิ้น 2 สมัย 

ตอนนั้น ได้ประสบการณ์ทำงานใหม่ๆ อย่างไรบ้าง ?

>ในช่วงที่ทำงานอยู่ก็ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิกฯ ให้รับตำแหน่งเป็นเลขาฯสภา อบต. ต่อมาช่วงท้ายๆประมาณหนึ่งปี ก่อนที่จะครบวาระสมัย ประธานสภา อบต. ได้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อนสมาชิกก็ได้ผลักดันให้ผมขึ้นมาเป็นประธานสภาฯ คนใหม่ ซึ่งผมก็ได้ทำงานในตำแหน่งประธานสภาฯได้ประมาณหนึ่งปี ก็ครบวาระ 

แล้วช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจาก อบต.เป็นเทศบาล บทบาทได้เปลี่ยนไปมากไหม ?

>ตอนที่ อบต.ได้ยกฐานะเป็น ‘เทศบาล’ สมัยแรกเท่าที่รู้กันก็คือ จะไม่มีการแข่งขัน การเลือกตั้งใดๆ ซึ่งในตอนนั้น ผมเองก็ได้รับคัดเลือกให้เข้ามาทำงานในตำแหน่ง เลขานุการเทศบาลตำบล ปิงโค้ง ต่อมาในช่วงท้ายก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผมก็ทำงานเรื่อยมาจนกระทั่ง อบต. ได้ยกฐานะเป็น “เทศบาลตำบลปิงโค้ง” ในสมัยแรกไม่มีการแข่งขันเลือกตั้ง ผมก็เข้ามาทำงานในตำแหน่ง เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง ช่วงท้ายมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ได้ขึ้นมาทำงานในตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง อยู่ช่วงหนึ่ง และช่วงท้ายๆ ผมได้ลาออกจากการเป็นรองนายกฯ และตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี

ทำไมถึงตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรี?

>เหตุผลที่ต้องตัดสินใจลงสมัคร ส่วนหนึ่งเป็นความตั้งใจโดยส่วนตัว เพราะผมถือว่าได้คลุกคลีได้ทำงานเกี่ยวกับท้องถิ่นมาเป็นระยะเวลาเกือบสิบปี โดยผมมีความคิดว่าอยากจะพัฒนาตำบลปิงโค้งให้เจริญยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่า ความคิดที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตำบลปิงโค้งของเรานี้จะเกิดขึ้นได้ ก็คือ ตัวผู้บริหาร คือตำแหน่งนายกฯ ดังนั้น ถ้าเราคิดจะทำในส่วนหลักของการบริหารการเมืองท้องถิ่น แต่ถ้าเข้ามาในรูปแบบของรองนายกฯ สมาชิกสภาฯ ก็ยังไม่สามารถจะกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง หลายๆ ด้านของเทศบาลได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมตัดสินใจมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ และอีกเหตุผลหนึ่ง ก็อาจเป็นประเด็นตรงที่ว่าความคิดเห็นทางการเมืองในส่วนของตัวผม อาจจะไม่สอดคล้องกับการทำงานด้านการเมืองของคนอื่น 
แต่ที่แน่ๆ ผมอยากจะเสนอแนวคิดใหม่ๆที่อยากจะปรับเปลี่ยน อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง 

อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านไหนบ้าง ?

>ด้านหลักๆ ก็จะเป็นการบริหารภายในองค์กร การบริหารด้านบุคคล การวางระบบการทำงาน ส่วนที่สอง ก็จะเป็นการวางนโยบายการพัฒนาตำบลที่จะส่งผลตรงกับประโยชน์ที่ชาวบ้านและคนในชุมชนจะได้รับโดยตรง เพราะที่ผ่านมา เทศบาลตำบลปิงโค้งเรา ค่อนข้างที่จะปล่อยปละละเลย และไม่ค่อยจะมีใจรักบริการพี่น้องชาวบ้านเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกจ้าง ข้าราชการ ไม่ค่อยจะมีความใส่ใจ ไม่ค่อยจะมีใจรักองค์กรกันสักเท่าไหร่ บางครั้งเหตุผลที่เป็นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะพนักงานมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงาน หรืออาจเป็นเพราะหลักการบริหารภายในองค์กรที่เคยมียังไม่ได้มาตรฐาน อาจมีการแบ่งพักแบ่งพวก ตรงนี้ จึงเป็นประเด็นหลักที่ต้องปรับเปลี่ยนและต้องแก้ไขที่ตัวบุคคลและสร้างจิตสำนึกให้มีความรักในความเป็นองค์กร รักการทำงานในรูปแบบใหม่

เข้ามาแล้วอยากปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนทำงานในองค์กรนี้อย่างไรบ้าง ?

>อยากให้ทุกคนได้รักในความเป็นองค์กรร่วมกัน เหมือนกับตัวผมที่รักทั้งองค์กรและพี่น้องชาวบ้าน และอยากให้พนักงานทำงานเป็นทีมเดียวกัน ซึ่งผมจะเน้นเรื่องนี้มาก ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร มาจากที่ไหน ผมถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ตัวแทนนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานจ้าง จ้างเหมา หรือแม่กระทั่งยามรักษาการณ์ เมื่อได้มาอยู่ร่วมในองค์กรเดียวกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน และอยากให้รู้จักหน้าที่การงานของตนเอง อยากให้มีความรักความสามัคคีกัน 

แน่นอนว่า ในการทำงาน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่พอใจกันขัดใจกัน ผมจะคอยบอกพนักงานทุกคนอยู่เสมอในการประชุมพนักงานทุกครั้งว่า ให้แยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออก และเวลาทำงานไม่ควรที่จะนำเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน อยากให้ทุกคนทำงานเป็นมืออาชีพไม่ว่าจะเป็นยาม จ้างเหมาบริการ พนักงานจ้าง หรือแม้แต่ข้าราชการ เราต้องรู้จักรักในอาชีพของเรา นี้เป็นประเด็นหลักๆ 

ในส่วนของงานพัฒนาชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในตำบล ได้วางแนวทางอย่างไรบ้าง ?

>ก็คงจะมีอีกหลายส่วนที่จะต้องพัฒนา ซึ่งตอนนี้ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานนั้นค่อนข้างจะเต็มแล้ว จะมีบ้างเพียงบางจุดบางพื้นที่เท่านั้น แต่เราต้องยอมรับว่าตำบลปิงโค้งของเราพื้นที่มันกว้างประมาณ 250 กว่าตารางกิโลเมตร โดยประมาณ และมีความหลากหลายของพี่น้องชนเผ่า ความต้องการของพี่น้องชาวบ้านก็หลากหลายไปด้วย และแน่นอนว่าโอกาสในเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภคก็ยังน้อยกว่าคนในเมือง ถ้าวัดคุณภาพชีวิตจากคนในเมือง เขาก็จะได้ใช้ถนนที่ดี น้ำดี การบริการไฟฟ้าดี ทุกอย่างเขาจะดีหมด 

ดังนั้น ทำให้เราต้องมองว่าทำไมท้องถิ่นของเราถึงมุ่งเน้นแต่โครงสร้างพื้นฐาน ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าหากชาวบ้านเขามีสุขภาพดี ผลผลิตทางการเกษตรดี มีความเป็นอยู่ดี มีการคมนาคมดี แม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพราะหลายๆ พื้นที่ การคมนาคมของชาวบ้านก็ยังลำบาก ไม่ได้สะดวกสบาย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าชาวบ้านเขายังอยู่แบบนั้น ถ้าเราไม่เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งมันก็จะยิ่งทำให้ชาวบ้านกลายเป็นกลุ่มด้อยโอกาสในการเข้าถึงสิ่งสาธารณูปโภค แต่ปัจจุบัน ก็ค่อนค้างจะดีขึ้นเยอะแล้ว 

ในเรื่องของประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตำบลปิงโค้ง พอจะมองเห็นจุดเด่นตรงไหนบ้าง ?

>จุดเด่นของตำบลปิงโค้ง ก็คือความหลากหลายของวัฒนธรรม เพราะในพื้นที่ปิงโค้ง เรา มีกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าอยู่ในพื้นที่ 4-5 ชนเผ่าและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเด่น ถ้าเรานำมาบูรณาการร่วมกัน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงวัฒนธรรม และนำเสนอข้อมูลในเรื่องประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ส่วนนี้ผมสนใจอยู่มาก คืออยากให้ทุกคนได้เรียนรู้ถึงประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ออกมาให้คนทั่วไปได้รู้ถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรมว่าเป็นมาอย่างไรบ้าง 

และอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของการสร้างคน หมายถึงคนในเครือข่ายในพื้นที่ตำบลปิงโค้ง ที่จะต้องมีพลังในการขับเคลื่อน ผมอยากให้ทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดความอ่าน สร้างพื้นที่ในการแสดงออก เพราะทุกวันนี้ผมมองว่าคนที่มีพลังขับเคลื่อนมีความคิดกล้าที่จะแสดงออก ก็จะมีอยู่ในตัวผู้นำอยู่ไม่กี่คน เช่น ส.ท. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็มีเพียงแค่นี้แต่ในส่วนของผู้สูงอายุ เยาวชน สตรี ผู้พิการ ลงลึกไปถึงชาวบ้านทั่วไป กลับไม่ค่อยจะมีพื้นที่ในการแสดงออก เสนอความคิดเห็น หรือว่าแสดงออกแล้ว เสนอแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ ตรงนี้ ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสร้างพื้นที่ให้กับพวกเขา เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เสนอหรือแสดงความคิดเห็นออกมา เราต้องรับฟังและพร้อมกับหยิบยกประเด็นออกมารับต่อมา แล้วสรุปผลออกมาว่ามันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างไรต่อไป

ประเด็นเรื่องการเมืองและความขัดแย้งในพื้นที่ตำบลปิงโค้งตอนนี้ยังมีอยู่ไหม ?

>คิดว่ายังมีอยู่ เป็นเรื่องของความเป็นพี่เป็นน้องกัน ที่มีเรื่องบาดหมางกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางการเมือง หรือจะเป็นการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านก็ดี เลือกตั้งท้องถิ่นก็ดี ถ้าจบลงแล้วก็จะพูดกันง่าย จะไม่ค่อยมีถึงขั้นรุนแรง แต่ปัจจุบันนี้เกิดความขัดแย้งกัน ค่อนข้างจะรุนแรง ทั้งที่เป็นเรื่องที่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ดังนั้น เราต้องมาส่งเสริมในเรื่องของประชาธิปไตย 

นอกจากนั้น ผมมองว่า ที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่ค่อยมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลของพี่น้องชาวบ้าน ผมว่ามันเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งที่ควรได้รับการปรับปรุงและแก้ไข ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมอยากจะบอกว่าโดยภาพรวมคนในตำบลปิงโค้ง พี่น้องชาวบ้านในตำบลปิงโค้ง ส่วนใหญ่จะเป็นคนแบบเป็นกันเอง มีอะไรพูดจากันได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละเชื้อสาย คนละชนเผ่า เพียงแต่ว่าพลังตรงนี้ เรายังไม่ได้ถูกผลักดันและส่งต่อมาเป็นพัฒนาและประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารของพี่น้องชาวบ้าน 

>มองทิศทางอนาคตของตำบลปิงโค้งอย่างไร อีก 4 ปีข้างหน้า ?
ที่จริง 4 ปี มันเร็วมากนะครับ อย่างแรกที่เข้ามาก็ต้องมาบริหารระบบการทำงานภายใน วางระบบวิธีการทำงานกันใหม่ เพราะเวลามันสั้นมาก เราเคยมีแนวคิดร่วมกันอยู่ในพวกเพื่อนในแวดวงท้องถิ่นอยู่ ว่าน่าจะมีการนำเสนอกฎหมายในเรื่องของการขยายระยะเวลาในการบริหารจาก 4 ปีเป็น 6 ปี ไม่ว่าจะของผู้บริหารก็ดี ของ สท. ก็ดี เพื่อที่จะได้มีระยะเวลาในการกำหนดทิศทางการวางแผนพัฒนาให้เกิดเป็นผลรูปธรรมชัดเจน ตามแผนนโยบายที่คิดไว้ว่าจะทำ คือ ผมมองทิศทางของปิงโค้ง ถ้าดูตามนโยบายของผมจะเน้นเรื่องการสร้าง ต้องมีการสร้างหลายๆอย่าง 

อยากสร้างอะไรเป็นลำดับแรก ?

>อย่างแรกก็คือ ผมจะเน้นในการสร้างคน เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดก็คือ มนุษย์ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละว่าอยากสร้างคนให้เป็นเครือข่ายในการพัฒนา แล้วมันจะส่งผลต่อในการสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจ และสร้างชุมชนไปได้พร้อมๆ กัน

นโยบายหลักๆ ที่อยากจะทำตลอดทั้ง 4 ปีนี้ จะเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้ดีขึ้น อันที่ดีอยู่แล้ว ก็จะทำให้ดีกว่าเดิม นี่เป็นเจตนารมณ์หลักๆ ของผม และหัวใจของการบริหาร ก็คือ การบริหารสาธารณภัยต่างๆ อยากให้มองว่าท้องถิ่นก็เหมือนกับรัฐ ที่เขากระจายอำนาจมาให้เป็นรัฐท้องถิ่น ให้เป็นการบริหารสาธารณะ ตรงนี้ผมคิดว่าปิงโค้งต้องเน้นในเรื่อง การบริหารการบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ 

แต่ดูเหมือนว่าสถานที่ตั้งของสำนักงานไม่ได้อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง ?

ใช่ครับ ที่ตั้งของเทศบาลในปัจจุบันเรายังไม่ใช่ศูนย์กลาง พื้นที่เทศบาลในปัจจุบันมันใกล้กับเขตเชียงดาว ในขณะพื้นที่ของตำบลปิงโค้งของเรามีมาก เพราะฉะนั้น เราต้องเน้นการเข้าไปหาชาวบ้านให้ใกล้ที่สุด นโยบายที่ผมจะทำก็คือ การจัดตั้งศูนย์บริการสาธารณของเทศบาลจะมีทั้งเขต 1 และเขต 2 ทั้งในเรื่องของศูนย์ อปพร.,ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่จะขยายเข้าเข้าไปอยู่ทั้ง 2 เขต รวมไปถึงในเรื่องของการแพทย์ฉุกเฉิน เวลาชาวบ้านเจ็บป่วย จะได้เข้าไปดูแลให้บริการอย่างทั่วถึง ที่คิดไว้น่าจะเป็น 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป แล้วจะต้องทำให้ได้ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการวางแผนที่จะทำอยู่ครับ 

เรื่องการบริหารจัดการเรื่องท่องเที่ยวในตำบลปิงโค้ง อยากหนุนเสริมในเรื่องใดบ้าง ?

>ครับ คือ ปิงโค้งของเราน่าจะเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมขึ้นมา ผมมีความตั้งใจว่าจะสร้างเครือข่ายนี้ขึ้นมา หรือถ้าพูดแบบเป็นทางการก็คือ สภาวัฒนธรรมท้องถิ่น นั่นเอง
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

ตั้งใจไว้ว่าทำให้เหมือนปฏิทินท่องเที่ยวในรอบปีของตำบลปิงโค้ง แล้วทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมด อันนี้ ผมคิดไว้แล้ว และกำลังจัดเตรียมข้อมูลอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าดูกันจริงๆ มันจะเกี่ยวโยง ต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งปี เช่น ปีใหม่ เดือนมกราคมก็จะมีการผูกข้อมือของพี่น้องชาวกระเหรี่ยง พอช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเป็นปีใหม่ของพี่น้องลีซู ลาหู่ แล้วเข้าช่วงเดือนเมษายนก็จะเป็นประเพณีปี๋ใหม่เมือง แล้วหลังจากนี้ก็จะเป็นประเพณีวันเข้าพรรษาและวันออกพรรษา การบวชป่า พิธีมอเลเวของลาหู่ เป็นต้น ก็จะมีอีกเยอะนะครับ มีประเพณีย่อยๆอีกมากมายตลอดทั้งปี ซึ่งแต่ละชนเผ่าได้ทำกันมาตลอดเป็นประจำทุกปี 

อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นพิธีกรรมต่างๆ อันนี้ ก็น่าสนใจ เช่น การผูกข้อมือของพี่น้องปกาเกอะญอ มันไม่ได้เป็นแค่ประเพณี แต่ยังเป็นเรื่องของความเชื่อ เวลาที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยเขาก็จะผูกข้อมือกัน เรื่องราวพวกนี้ถ้าเขานำมาบันทึกไว้ทำเป็นหนังสือ เล่าความเป็นมานำเสนอ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เราควรจะส่งเสริมและถ่ายทอดเรื่องราวให้คนในตำบลรับรู้แล้วนำออกไปสู่ภายนอก แม้แต่พิธีแต่งงานหลายๆ ชนเผ่า 

เพราะฉะนั้น พิธีการแต่ละชนเผ่าจึงไม่เหมือนกัน การกิน การอยู่ อย่างเช่น ปีใหม่ม้ง เครื่องดนตรีชนเผ่าม้ง การตีมีด การทำเครื่องเงิน เหล่านี้ ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าค้นหา ที่จะนำมาถ่ายทอดต่อไป

มีอะไรฝากถึงพี่น้องคนตำบลปิงโค้งที่ท่านได้มีโอกาสเข้ามาในจุดนี้ ?

>ครับ ก็อยากจะฝากถึงพ่อแม่พี่น้อง ชาวตำบลปิงโค้งทุกท่านนะครับว่า การที่ผมได้รับเลือกตั้งให้เข้ามาเป็นนายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง ด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ที่ประเทศไทยนี้เรายึดถือกัน ตรงนี้ผมอยากจะบอกว่า ผมมีความตั้งใจในเรื่องของการเข้ามาทำงานพัฒนาตำบลของเรา เข้ามาช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องในตำบลปิงโค้ง การทำงานย่อมมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เป็นธรรมดา ผมก็ยินดีที่จะรับฟังและยอมรับความคิดและการตัดสินใจของทุกคน 

วันนี้ผมอยากจะบอกว่า เรื่องของการแข่งขันและการเลือกตั้งมันได้จบไปแล้ว ความขัดแย้งต่างๆมันก็น่าจะหมดไปและเบาบางลง สำหรับตัวผมและทีมงานก็ยินดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใหญ่บ้าน ,กำนัน ,กลุ่มผู้สูงอายุ ,แม่บ้าน ,เยาวชน ,อปพร. ,และพี่น้อง อสม. ทุกกลุ่มทุกภาคส่วน โดยไม่เว้นคนใดคนหนึ่ง แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เลือกผมเข้ามาก็ตาม แต่ผมถือว่าการที่ผมได้เข้ามาอยู่ตรงจุดนี้ ผมถือว่าผมเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวบ้านทั้งหมด สามารถที่จะทำงานกับทุกคนได้ ไม่ได้เว้น ไม่ได้แบ่งแยกลำเอียงในการพัฒนา 

ก็อยากจะบอกว่า ผมจะตั้งใจทำงาน และอยากให้พี่น้องชาวบ้านได้ให้เวลาในส่วนของตัวผมและทีมงานในระยะเวลา 3 – 4 ปีข้างหน้า รอดูผลงานและวิธีการทำงานในเรื่องของนโยบายระบบวิธีการทำงานต่างๆที่เคยได้พูดเอาไว้กับพี่น้องชาวบ้านไปนั้น ก็รอดูว่าผมและทีมงานจะสามารถทำได้ไหม ทำตามที่ได้สัญญาประชาคมไว้ ตามที่ได้หาเสียง ตามนโยบายที่ได้กล่าวในสภา ตรงนี้ผมก็อยากให้พี่น้องชาวบ้าน ผู้นำชุมชนในตำบลปิงโค้ง ได้ให้โอกาสผมและทีมงานได้พิสูจน์ฝีมือ 

และแน่นอนว่า ลำพังเพียงผมและทีมงานก็คงทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวบ้านและคนในตำบลปิงโค้งทุกคน ตรงนี้ผมก็อยากจะทิ้งท้ายด้วยการขอความช่วยเหลือ ความร่วมมือในการพัฒนาและขอแรงใจในการสนับสนุนการพัฒนาด้วย เราจะต้องร่วมมือกันในการพัฒนาตำบลปิงโค้งของเราให้ก้าวหน้า และพัฒนาให้ขึ้นไปอยู่ในระดับแถวหน้าของอำเภอของเราให้ได้ครับ.

ที่มา : วารสาร "วิถีชน ฅนปิงโค้ง" วารสารเทศบาลตำบลปิงโค้ง ฉบับที่ 1 ปี 2556

view