สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
ชนเผ่าคะฉิ่น
ข้อมูลทั่วไป

ชนเผ่าคะฉิ่น หรือ จิมเผาะ
ชนเผ่าคะฉิ่น หรือ จิมเผาะ
คะฉิ่น เรียกตนเองว่า “จิงปอ” หรือ “จิ่งเผาะ” อพยพจากรัฐฉานประเทศพม่าเข้ามาทางดอยลาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปอยู่ที่ดอยวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แล้วอพยพมาอยู่ที่บ้านใหม่หมอกจ๋าม อำเภอแม่อาย บ้านใหม่พัฒนา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คะฉิ่นมีความใกล้ชิดกับไทใหญ่ ลีซอ มูเซอ และอีก้อ เนื่องจากอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาทิเบต-พม่าเช่นเดียวกัน แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มได้แก่ จิมเผาะ, แหม่ลู่, ระวาง, แหล่ชี, อ่าจยี, หลี่ซู, และหง่อชาง ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายกัน

ปัจจุบันชนเผ่าคะฉิ่นอาศัยอยู่ใน 2 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน และบางส่วนก็อาศัยอยู่ที่ อำเภอพร้าว, อำเภอฝาง, อำเภอท่าตอน, อำเภอไชยปราการ, อำเภอดอยสะเก็ด, และ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีการกระจายอยู่ในส่วนของ จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย

สิ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์และเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญที่สุดของชาวคะ ฉิ่นทุกเผ่าพันธุ์ก็คือ “เสามะเนาชะโดง” ที่เป็นเสาสูงหลายๆต้น เขียนสีลวดลายและสัญลักษณ์ต่างๆ ของชาวคะฉิ่น ที่จะเห็นได้จากทุกหมู่บ้านของชาวคะฉิ่น ไม่ว่าจะเป็นชาวคะฉิ่นกลุ่มย่อยกลุ่มไหนๆ ก็จะมีเสามะเนาชะโดงเป็นศูนย์รวมจิตใจตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้วยทุกแห่ง

ภาษา

ชนเผ่าคะฉิ่นจะใช้ภาษาพูดแบบเดียวกันกับชนเผ่าอาข่า หรือ อีก้อ เนื่องจากจัดอยู่ในกลุ่มภาษาสาจา ยิ (โลโล) ของตระกูลพม่า-ธิเบตเช่นเดียวกัน มีภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียน

วิถีชีวิต และลักษณะบ้านเรือน

วิถีชีวิตด้านอาชีพ
วิถีชีวิตด้านอาชีพ
วิถีชีวิตด้านครอบครัว
ของชนเผ่าคะฉิ่นนั้นส่วนมากเป็นครอบครัวขนาดกลาง มีการอาศัยอยู่ประมาณสิบคนต่อหนึ่งครอบครัว มีผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อลูกชายโตขึ้น และได้คู่ครองแล้วก็จะไปสร้างครอบครัวใหม่อีกหลังหนึ่ง ส่วนเรื่องอำนาจในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ในครอบครัวของชนเผ่าคะฉิ่นนั้น ผู้ชายจะมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าผู้หญิง งานข้างนอกบ้านเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้าน การล่าสัตว์ การเริ่มเปิดพื้นที่ทำไร่ ส่วนงานภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประกอบอาหาร การหาพืชผักต่างๆ ตลอดจนการดูแลสัตว์เลี้ยงในบ้าน ล้วนเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง

วิถีชีวิตด้านอาชีพ

แต่เดิมมีอาชีพทำไร่ทำสวน ปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วดิน ถั่วแดง งา ฟักทอง ตอนนี้มีผลไม้ใหม่ที่ชาวบ้านนิยมปลูก คือ เสาวรส มะม่วง อะวาคาโด โดยมีรายได้หลักมาจากการปลูกข้าวโพด ถั่วดิน ถั่วดำ ส่วนรายได้รองก็ได้มาจากการรับจ้างทั่วไปหรือทอผ้า เย็บผ้าขาย เป็นต้น

ลักษณะบ้านเรือน

คะฉิ่นนิยมสร้างบ้านแบบยกพื้นสูงขึ้น มีห้องนอนหลายห้อง หลังคามุงด้วยหญ้าคา ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่ มีสองประตู คือ ประตูหน้าบ้านและประตูหลังบ้าน มีหิ้งบูชาอยู่ที่ข้างหน้าห้องทางเข้า หิ้งบูชาเป็นสิ่งศักดิ์ที่ชนเผ่าคะฉิ่นนับถือและให้ความเคารพ ห้ามทำการจับต้องหรือล่วงละเมิดเด็ดขาด

วัฒนธรรมประเพณี

ประเพณีการแต่งงาน
การจีบสาวของชนเผ่าคะฉิ่นนั้นมีความเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันอะไรมากมาย หากชอบพอกันก็จะมีการพูดคุยกันธรรมดาในบ้าน แต่ไม่ถึงขั้นจับไม้จับมือ หรือล่วงล้ำกัน สาวคะฉิ่นจะไม่ออกไปข้างนอกบ้านกับหนุ่มใดเด็ดขาด หากไม่มั่นใจว่าหนุ่มคนนั้นคือคนที่เขาต้องการที่จะแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมด้วย เมื่อต่างฝ่ายต่างพึงพอใจกัน ฝ่ายชายก็ต้องนำผู้เฒ่าผู้แก่มาสู่ขอฝ่ายหญิง

การแต่งงานของชนเผ่าคะฉิ่นเริ่มด้วยฝ่ายผู้ชายไปสู่ขอฝ่ายหญิง งานแต่งงานจะจัดขึ้นในบ้านของฝ่ายชาย แต่ใช้นามสกุลต่างนามสกุล เมื่อมีลูกแล้วไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็จะใช้นามสกุลของพ่อ ชนเผ่าคะฉิ่นไม่นิยมแต่งงานกันกับคนที่มีนามสกุลเดียวกัน งานแต่งจะเกิดขึ้นช่วงที่ว่างเว้นจากงานในไร่สวน ประมาณตั้งแต่เดือน มกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ฝ่ายชายต้องให้ค่าสินสอดแก่แม่ของฝ่ายหญิง หากฝ่ายชายไม่มีค่าสินสอดก็ต้องไปอยู่ช่วยทำงานในบ้านของฝ่ายหญิงเป็นจำนวน 7 ปี หลังจากฝ่ายชายช่วยทำงานในบ้านของฝ่ายหญิงครบแล้ว ทางพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็จะแบ่งที่ดินทำกินให้ หากแต่งงานกันแล้วทั้งสองไม่สามารถที่จะมีลูกชายได้ก็ต้องไปให้ “ตึ่มซา” ทำนายว่าเหตุเกิดจากอะไร หาก “ตึ่มซา” ทำนายและบอกสาเหตุที่มีลูกชายไม่ได้เพราะผู้หญิง ผู้หญิงก็ต้องไปหาเมียน้อยให้ผู้ชายเพื่อให้ได้ลูกชายสืบตระกูลต่อไป แต่ผู้หญิงที่จะมาเป็นเมียน้อยนั้นต้องมาจากการพิจารณาของฝ่ายหญิง (คนที่อยู่มาก่อน) และต้องเป็นคนที่ฝ่ายหญิงอนุญาตเท่านั้น

ศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม

ศาสนาสถานที่สำคัญของชนเผ่าคะฉิ่น เรียกว่า มะหน่าว เป็นสถานที่ที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมด้านจิตใจรวมตัวของคนในหมู่บ้าน เป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเต้นรำในพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ

เดิมทีชนเผ่าคะฉิ่นนับถือผีบรรพบุรุษ ผีเจ้าที่ ต่อมาหลังจากที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนาแล้ว ชาวคะฉิ่นได้เปลี่ยนมาประกอบพิธีกรรมที่โบสถ์แทนศาลเจ้าที่ เช่น พิธีกินข้าวใหม่ จะนำพันธุ์พืชที่จะปลูกเข้าร่วมในพิธี และหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำผลผลิตอย่างละเล็กละน้อยของแต่ละครอบครัว ไปทำพิธีขอพรและขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ช่วยปกป้องรักษาให้มีผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์

ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด

เมื่อมีคนเกิดใหม่ในชุมชนจะมีหมอตำแยในหมู่บ้านมาช่วยในการทำคลอด เมื่อคลอดแล้วก็ต้องตัดสายสะดือทันทีและหมอตำแยจะทำการตั้งชื่อให้ทันที เพราะเชื่อว่าต้องชิงตั้งชื่อก่อนผี ไม่งั้นถ้าผีตั้งชื่อให้ลูกก่อนที่คนจะตั้งชื่อให้ อายุของเด็กจะสั้น จะอยู่ได้ไม่นาน หลังจากตั้งชื่อเสร็จก็จะมีการผูกข้อมือให้เด็ก มีการตำ “จะถ่องถ่วย” โดยมีขิง ปลาไข่ ตำไปด้วยให้พรไปด้วย เมื่อตำเสร็จเอาให้คนที่มาชิมหร้อมกับให้พรกับเด็กด้วย

ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำ

การทำพิธีเลี้ยงผีหัวน้ำเพื่อให้ชนเผ่ามีน้ำใช้น้ำกินตลอดปี เรียกว่า ซึงหว่าขะ มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีคือ หมู บางครั้งก็ใช้ไก่ แต่ไม่สามารถใช้ไก่ดำต้องเป็นไก่แดงและเป็นตัวผู้เท่านั้น เหตุที่เป็นสีแดงเพราะว่าพระเจ้าของคะฉิ่นสั่งไว้

ความเชื่อเกี่ยวกับดิน

ชนเผ่าคะฉิ่นมีความเชื่อว่าใต้ดินจะมีผู้หญิงที่เป็นแม่ชี โดยเปรียบผู้หญิงเหมือนดิน เปรียบผู้ชายเหมือนพระอาทิตย์ มีการให้เกียรติผู้หญิงมาก เพราะเชื่อว่าดินมีประโยชน์ เป็นที่เพาะปลูก เป็นที่อยู่อาศัย จึงไม่มีการทำร้ายหรือข่มขืนผู้หญิงในชนเผ่าคะฉิ่น หากมีการขโมยของจากคนอื่น แล้วไปปลูกจะไม่ขึ้นเพราะดินสามารถรับรู้ได้

พิธีกรรมเกี่ยวกับการเพาะปลูก

ได้แก่ ก่อนทำการเพาะปลูกพืชจะมีการขอพรหรือบอกกล่าวกับบรรพบุรุษว่าให้ช่วยดูแลที่นา ที่ไร่ ไม่ให้สัตว์หรือแมลงมารบกวนในการทำไร่ ทำสวน มีการฆ่าหมู ฆ่าไก่ เพื่อใช้ทำพิธี ขั้นต้นในการทำพิธีคือ หากเริ่มปลูกข้าวงอกงามแล้วจะมีการทำพิธีอีกรอบหนึ่ง ก่อนข้าวสุกก็ทำพิธีกินข้าวใหม่ ทำให้ผีหรือบรรพบุรุษ เก็บเม็ดข้าวมาคั่วและตำ เอาให้บรรพบุรุษก่อน “ตึ่มซา” จะเป็นคนทำพิธี โดยมีอุปกรณ์ได้แก่ ข้าวสุกครึ่งไม่สุกครึ่ง ข้าวเม่า “หมี้” มีการห่อไปให้กับคนที่ไม่ได้มาร่วมพิธีด้วย เชื่อว่าต้องให้คนอื่นกินก่อนเรา แล้วเราก็จะได้ผลตอบแทนที่เยอะกว่าในภายหลัง หลังจากนั้นเราจะเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่ปลูกไว้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจะมีการจัดพิธียิ่งใหญ่ รำมะหน่าวถวายให้กับบรรพบุรุษด้วย มีการฆ่าวัว ควาย หากว่าได้ผลผลิตเยอะ บางที่จัดเป็นหมู่บ้านเลยหรือว่าจัดเป็นการส่วนตัวก็ได้หากมีหรือได้ผลผลิตเยอะ

พิธีกรรมในบ้านหรือหมู่บ้าน

เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ หมอผีหรือ “ตึ่มซา” จะดูว่าหมู่บ้านเป็นอะไร เทพเจ้าต้องการอะไรก็จะทำพิธีล้างด้วยสิ่งของที่เทพเจ้าต้องการ ส่วนใหญ่ที่เคยทำจะเป็นการล้างสิ่งชั่วร้ายด้วยเลือดสัตว์ หมอผีจะเป็นคนกำหนดสถานที่ว่าทำที่ไหน

พิธีกรรมระดับตำบล

ถ้าสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงเอาไว้ มีปัญหาบ่อยๆ สัตว์ป่าเข้ามาในหมู่บ้าน สัตว์เลี้ยงตายก็จะมีการทำพิธีมีการนับถือเทพดิน ต้องบอกกล่าวกับเทพดินว่า หากมีปัญหาจะทำพิธีขุดหลุม แล้วใช้ไก่และวัวสาว (สีแดงงดงาม) ไก่ตัวเมียสีแดง เมื่อฆ่าเสร็จแล้วจะฝังทั้งตัวเลย จะไม่มีการเอาเนื้อไปกิน เอาหินก้อนใหญ่มาทับไว้ หากใครไปกินก็จะมีอันเป็นไป ถือว่าเป็นการกลบโรคร้าย ไม่ให้ออกมาระบาดในชุมชน ฝังทุกสิ่งทุกอย่างด้วยดินและหิน หลังจากฆ่าวัวทำพิธีเสร็จภายใน 7 วัน ทุกคนจะอยู่กรรมในหมู่บ้าน ไม่มีใครออกไปทำงานในไร่ ทำสวนหรือออกจาดหมู่บ้านไปที่ไหนๆ ทุกคน จะไม่ออกนอกหมู่บ้านเลย ไม่เข้าป่า ไม่ฆ่าสัตว์ หลังจากเสร็จพิธีนี้ถือว่า ปัญหาทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว

การแต่งกาย

ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่น หรือ จิมเผาะ
ลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่น
หรือ จิมเผาะ
การแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่นจะเหมือนกันทุกวัย

ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย

หมวกผู้ชายประดับด้วยฟันหมูป่าเพื่อป้องกันศัตรู ให้เกรงกลัว เปรียบเสมือนมีอำนาจ

ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง

ชุดของหญิงคะฉิ่นแขนยาวสีดำมีเม็ดเงินประดับตามอก ส่วนผ้าซิ่นของผู้หญิงทอเอง ปักลายเอง มีผ้าคาดเอว มีถุงน่อง ชนเผ่าคะฉิ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับเม็ดเงินที่ประดับไว้ในเสื้อของผู้หญิงว่า เปรียบเสมือนพื้นดิน ผู้ชายชนเผ่าจึงมีการให้เกียรติผู้หญิงสูง เพราะเชื่อว่าหากไม่ให้เกียรติผู้หญิงจะทำการใดไม่ขึ้น ปลูกพืชผักก็จะไม่งอกงาม

เครื่องดนตรี

คะฉิ่น หรือ “จิมเผาะ” มีการเฉลิมฉลองเต้นรำ โดยใช้กลอง ฆ้อง ฉาบ เป็นเครื่องดนตรี เพื่อแสดงถึงการรวมพลัง ความสามัคคีกันของคนในเผ่า

ที่มา : http://www.sawadee.co.th/

view